“โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า”

        คำสอนบนแผ่นไม้ ภายในบริเวณวัดหลายแห่ง ต่างบ่งบอกถึงสภาวะทางอารมณ์ที่มีผลต่อสติและปัญญา

        เหมือนกับสภาพบ้านเมือง ซึ่งแตกแยกทางความคิดอยู่ในเวลานี้ ต่างฝ่ายก็ถืออารมณ์เป็นหลัก มิได้ใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของปวงชน

        เอาล่ะ.... ไถลออกนอกเรื่องซะนาน วกกลับมาเข้าเรื่องภาพยนตร์ตามประเด็นที่ผมจั่วไว้ตามบรรทัดแรก ก็คือเรื่อง The Incredible Hulk ซึ่งผ่านสายตาผมเมื่อไม่นานมานี้

        The Incredible Hulk มาพร้อมกับเรื่องราวของบรูซ แบนเนอร์ (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) นักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง ที่พยายามค้นคว้าหาวิธีทำลายรังสีแกมม่า ซึ่งกำลังกลืนกินร่างกายของเขา เมื่อยามโกรธ ตื่นเต้นหรือเครียด ทำให้เขาสามารถกลายร่างเป็น เดอะฮ้ล์ค ยักษ์ตัวเขียว ผู้มีพลังมหาศาลจนยากเกินควบคุม

        ด้วยเหตุฉะนี้ บรูซจึงใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ตัดขาดออกจากเพื่อนฝูงและอลิซาเบธ “เบตตี้” รอส (ลิฟ ไทเลอร์) เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากความผิดปกติของเขา แต่คนเดียวที่ยังติดต่อกับเขาทางออนไลน์ คือผู้ที่ใช้นามแฝงว่า “คุณบลู” ซึ่งช่วยรักษาอาการให้กับบรูซ

        แต่ไม่วาย..... บรูซยังถูกกองทัพของนายพลเทเดอุส “ธันเดอร์โบลท์” รอส (วิลเลี่ยม เฮิร์ต) ซี่งต้องการพลังจากตัวเขา และยังต้องเผชิญหน้ากับเอมิล บรอนสกี้ (ทิม รอธ) นายทหารมือดี ผู้ใต้บังคับบัญชาของธันเดอร์โบลท์ ที่ ณ บัดเดี๋ยวนี้ กลายร่างเป็น ดิ อะโบมิเนชั่น อสูรกายผู้ทรงพลังเช่นเดียวกับเดอะฮัล์ค

        นายแบนเนอร์กับเดอะฮัล์ค เป็นคาแร็กเตอร์ที่คล้ายกับนิยายเรื่อง ด็อกเตอร์เจเคิ่ล กับนายไฮด์ ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน (พ.ศ.2393 - 2437) โดยตัวละครเอกของทั้งสองเรื่องต่างมีสองบุคลิกที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว แต่นิยายเรื่องนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กำเนิดเดอะฮัล์คขึ้นมาโลดแล่นทั้งในฉบับการ์ตูนของมาร์เวลคอมมิค และฉบับภาพยนตร์

        เมื่อพูดถึงการเดินเรื่องของ The Incredible Hulk ถือว่ารวดเร็ว ฉับไวมากพอสมควร แบบไม่ต้องมีกล่าวเกริ่นนำให้มากความ เพราะยังไงก็ไม่เหมือนภาคก่อนหน้านี้ (ฉบับอั้งลี่) อยู่แล้ว

        ถ้าเคยดูจากภาคแรก ซึ่งเป็นผลงานของอั้งลี่ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เนื้อเรื่องก็ไม่ซับซ้อน คล้ายกับฉบับการ์ตูนลงตัวมากกว่าเดิม อารมณ์จริงจังอย่างที่ควรจะเป็น และไม่มีการโชว์เทคนิคตัดต่อ (มักจะตัดแบบรวม 4 ภาพรวมกันเป็นภาพเดียว) เหมือนกับภาคแรกให้รำคาญสายตา

        เอ่ยถึงฉากการไล่ภล่มของยักษ์เขียวจอมพลัง ทั้งการไล่ถล่มกองทัพนายพลธันเดอร์โบลท์ และช็อตปะทะกับ ดิ อะโบมิเนชั่น ก็เร้าใจดี แต่บู๊ไม่ค่อยสุดเท่าใหร่ เหมือนกับยังกั๊กส่วนดราม่า (จากภาคแรก) ไว้อยู่ บางครั้งก็ให้นึกถึงเรื่อง King Kong ขึ้นมาตงิดๆ ซึ่งผมรู้สึกว่า ดิ อะโบมิเนชั่น ตอนท้ายเรื่องกลับขาดทีเด็ดที่จะต่อกรกับเดอะฮัล์คให้สูสีกว่านี้สักนิด

        ในตอนท้ายเรื่องดูเหมือนผู้สร้างหนังเรื่องนี้จะหามุขมาสรรสร้าง ในภาคต่อไป (ที่อาจจะมี) ซึ่งเดอะฮัล์คก็แข็งแกร่งซะจนนายโทนี่ สต๊าด (หากเคยดู Iron Man ก็น่าจะรู้จักดี) โผล่มาร่วมแจมกับเขาด้วย ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นโฆษณาแฝงมากกว่า เพราะเวลาฉายของหนังทั้งสองเรื่องก็ใกล้เคียงกันพอดี

        สรุปแล้ว The Incredible Hulk เหมือนจะเป็นหนังที่ไร้สาระ เน้นแต่การระเบิดอารมณ์ของฮีโร่ กับการไล่ตามตอแยฮัล์คไม่เลิกของนายพลธันเดอร์โบลท์ หากนึกดูดีๆ กลับแฝงข้อคิดบางอย่าง ซึ่งตรงกับสถานการณ์ของบ้านเมืองในเวลานี้พอดี

        ความโกรธ ความเกลียดชัง มิอาจสร้างสรรค์สิ่งดีใดๆ ขึ้นมา

        มีแต่ทำลายตนเองและคนรอบข้าง รวมถึง......

        ประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของเราด้วย


ดินสอ 2B
---------

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
ฉบับวันที่  27 - 30 มิถุนายน  2551 หน้า  10
     

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry