คุณเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า?

       ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีรายงานกว่า 100,000 รายงาน

       ในการพบจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งเรื่องจริงหรือไม่จริงบ้าง รวบรวมมาให้ท่าน 10 เรื่องที่คิดว่าดังที่สุดแล้วสำหรับเรื่องของมนุษย์ต่างดาว

       เพื่อให้คุณพิจารณาว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง!!


เหตุการณ์ที่ 1 เครื่องบินสีทอง

 

       จากจำนวนวัตถุลึกลับเกี่ยวกับจานบิน ชิ้นนี้ดังที่สุด ซึ่งถูกพบในโคลัมเบีย อเมริกาใต้ มีอายุมากกว่า 1000 ปี มีลักษณะเหมือนเครื่องบินเจ็ท ปีกเป็นรูปสามเหลี่ยมของยุคปัจจุบัน มีที่นั่งนักบินอยู่ตรงส่วนหัวและมีหางเหมือนเครื่องบินปัจจุบันด้วย ซึงแน่นอนชาวพื้นเมืองในโคลัมเบียคงไม่สามารถสร้างเครื่องบินนี้แน่ โดยเฉพาะเมื่อ 1000 ปีก่อน

       อาจเป็นไปได้ว่ามนุษย์ต่างดาวได้เดินทางมาถึงอเมริกาใต้ ในยานอวกาศใต้ ในยานอวกาศที่มีรูปร่างเหมือนเครื่องบินเจ็ทตั้งแต่เมื่อ 1000 ปีมาแล้ว และคงสร้างยานลำนี้ไว้เป็นที่ระลึก

เหตุการณ์ที่ 2 เด็กเขียว

       ในเดือนสิงหาคม 1887 ในสเปน มีเด็กสองคน ซึ่งมีผิวหนังสีเขียวเป็นมันวาว และมีดวงตารีเฉียง เดินออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่ง เด็กสองคนนั้นสวมเสื้อผ้าที่ทำจากวัตถุประหลาด และพูดภาษาประหลาดที่ผู้ชาญภาษาจากบาร์เซโลนาไม่เข้าใจ และไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นภาษาอะไร เด็กที่เป็นผู้ชายตายก่อน ส่วนเด็กผู้หญิงยังอยู่ต่อมาและหัดพูดภาษาสเปนได้จนคล่องเธอเล่าว่าเธอถูกนำมาจากดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งมีแต่ยามสนธยามีพระอาทิตย์ขึ้น และถูกหอบมาทิ้งไว้ที่ถ้ำนั่น

       ดินแดนที่ว่านั้น เป็นดินแดนของดาวอีกดวงหนึ่งใช่หรือไม่ หรือว่าพวกเธอถูกส่งตัวมายังโลกด้วย ยาวอวกาศหรือเปล่า หรือมาจากมิติที่สี่ก็เป็นได้


เหตุการณ์ที่ 3 การระเบิดที่ไซบีเรีย

       เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1908 มีการระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้นที่ไซบีเรีย เป็นแรงระเบิดที่รุนแรงกว่าฮิโรชิม่าถึง 10 เท่าดังไปค่อนโลก มีบางคนบอกว่า ตนเองได้เห็นแสงไฟและเห็นควันรูปเห็ด อย่างไรก็ตามผลสุดท้ายสาเหตุการระเบิด ไม่มีใครทราบแน่ชัด

       ในปี 1927 นักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ได้ออกทำการสำรวจและพบบริเวณที่เกิดการระเบิดนั้น ซึ่งกินบริเวณกว้างขวางถึง 800 ตารางไมล์ จากการลงความเห็นของผู้วชาญ แรงระเบิดนั้น ไม่ใช่เพราะอุกกาบาตแน่ มีบางคนบอกว่ามันอาจเป็นดาวหาง อาจเป็นเสี้ยวหนึ่งของหลุมดำ หรืออาจเป็นแสงเลเซอร์จากดวงดาวอื่นก็ได้

       อเล็กซานเดอร์ คาซานท์เซฟ วิศวกรด้านอาวุธของรัสเซียลงความเห็นว่า มันเป็นพวกยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งขณะบินทำการสำรวจโลกตกลงมา และเกิดระเบิดขึ้น

เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อมนุษย์ต่างดาวเป็นฆาตกร

       วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2491 รัฐเคนตักกี้ อเมริกา เรืออากาศเอก โธมัส แมนเทลล์ จูเนียร์ ได้ขับเครื่องบินซี 118 แถวน่านฟ้าของเมืองแมรีส์วิลล์ เพื่อไปตรวจสอบการพบเห็น UFO ส่องแสงขนาดใหญ่ และเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และเงียบเชียบข้ามท้องฟ้า ซึ่งทางฐานทัพก็จับสัญญาณมันได้เช่นกัน

       แมนเทลล์ขับแล้วไปเจอ UFO ลำนั้นทันที เขารายงานวัตถุนั้นต่อศูนย์เป็นระยะในการติดตาม “พระเจ้า! มันน่ามหัศจรรย์ มันอยู่เหนือผมพอดี และมันใหญ่โตมโหฬารมาก มันดูเหมือนโลหะรูปกลมใหญ่มาก ผมกำลังพยายามไปให้ถึงมัน มันกำลังบินสูง มันเริ่มบินสูง.... พระเจ้า! มันน่ามหัศจรรย์มาก! มันเริ่มร้อน มันร้อน ร้อนมากทีเดียว ผมทำไม่...”จากนั้นสัญญาณก็ถูกตัด

       เวลาต่อมา มีการพบซากเครื่องบินและศพของเรืออากาศเอกแมนเทลล์ มีรายงานว่าซากเครื่องบินมีรูและรอยขีดข่วนจากความร้อนสูง เหมือนกับว่าเครื่องบินถูกทำลายจากรังสีบางอย่าง

       ปัจจุบันการตายของแมนเทลล์ยังเป็นปริศนาต่อไป ว่าสิ่งที่เขาพบนั้นคือ UFO จริงหรือไม่?


เหตุการณ์ที่ 5 แอเรีย 51 (Area 51)

       พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในกลางทะเลทรายทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาด้า และอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี1958

       เป็นพื้นที่ที่ลึกลับที่สุดเพราะเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้คนนอกเข้าและมีการรักษาความปลอดภัยสูงสุด แม้ทางการสหรัฐจะบอกว่าพื้นที่นี้เป็นเพียงสถานที่ทดสอบอาวุธหรือเครื่องบินรบใหม่ของสหรัฐ แต่มีหลายคนบอกว่าอาจเป็นฐานทัพของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ก็สถานที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

       นั่นก็อาจจะเป็นเพราะมีคนจำนวนมาก อ้างว่าได้เห็นวัตถุบินลึกลับหรือ UFO (Unidentified Flying Object) บินอยู่เหนือบริเวณนั้นบ่อยครั้ง

       จนหลายคนสงสัยว่าบริเวณพื้นที่ 51 นั้นต้องมีอะไรมากกว่าสถานที่ซ้อมรบเครื่องบินรบ แน่นอน


เหตุการณ์ที่ 6 จานบินตกที่รอสเวลล์

       ในปี ค.ศ.1948 เมืองรอสเวลล์ เกิดเหตุการณ์วัตถุบินลึกลับตกในพื้นที่ทะเลทรายของชาวเมืองนาม แม็ค บราเซิล วัตถุชิ้นตกและชิ้นส่วนตกกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง ไม่นานหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทางการก็มาถึงและเก็บวัตถุในพื้นที่ที่เกิดเหตุจนหมด

       ซึ่งผลจากการตรวจสอบตอนแรกบอกว่าวัตถุที่ตกลงมานั้นเป็นวัตถุที่ไม่เคยมีอยู่ในโลก และแต่ละชิ้นโลหะมีคุณสมบัติแปลกประหลาด แต่ถึงอย่างไรเพราะอะไรไม่ทราบสาเหตุ

       ภายหลังทางการดันกลับคำให้การบอกว่าวัตถุที่ตกลงมาเมืองรอสเวลล์นั้นคือบอลลูนตรวจสภาพอากาศ?

       ทำไมต้องกลับคำผลการตรวจสอบ??

       แล้ววัตถุบินลึกลับนั้นเป็นจานบินหรือไม่?

       ไม่มีใครทราบได้ แม้ว่าเหตุการณ์จะล่วงเลยมานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม

       แต่หลายๆ ฝ่ายยังหวังว่าทางการสหรัฐจะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้


เหตุการณ์ที่ 7 การลักพาตัวเบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ (betty and Barney Hil)

 

       การลักพาตัวเบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ (betty and Barney Hil)คือการลักพาตัวที่โด่งดังที่สุดและเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวคนในโลก

       19 กันยายน 1961 ขณะที่เบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ สองสามีภรรยาขับรถผ่านแดนทะเลทรายของรัฐนิวแฮมเชียร์ จู่ๆ ก็มีจานบินแล่นขวางหน้าและบังคับให้สองสามีภรรยาคู่นี้หยุดรถ

       สิ่งมีชีวิตในยานนั้นมีอยู่ 5 คน(ตัว) สูง 5 ฟุต ตาโต ไม่มีจมูก และผิวหนังสีเทา เมื่อคนพวกนี้มาใกล้ สองสามีภรรยาก็รู้สึกเหมือนสะกดจิต ทั้งคู่ถูกนำตัวเข้าไปในยานและถูกตรวจสอบทางกายภาพ มนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นสอบถามสองสามีภรรยาโดยใช้พลังจิต แต่เมื่อเขาพูดกันเองก็พูดด้วยภาษาแปลกประหลาด

       จากนั้นสองสามีก็ถูกลบความทรงจำ และถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งภายหลังสองสามีภรรยาคู่นี้ถูกสะกดจิต ทั้งคู่ก็เล่าเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด

       ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก จนต้องออกโทรทัศน์รายการพิเศษในปี 1975


เหตุการณ์ที่ 8 การชำแหละวัวในท้องทุ่ง (Cattle Mutilations)

 

       9 มิถุนายน 2005 ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดวัวตายอย่างลึกลับจำนวนมากในท้องทุ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและบราซิลและแถบอื่นๆ ทั่วโลก

       โดยการตายลึกลับนี้แทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์จะสามารถทำได้ เพราะแต่ละพื้นที่วัวถูกฆ่าจำนวนมากโดยทั้งหมดนั้นลงมือเสร็จเพียงคืนเดียว โดยส่วนใหญ่ท้องของวัวเคราะห์ร้ายถูกเจาะเป็นรูขนาดใหญ่รูปไข่ ด้วยเครื่องมือบางอย่างและถูกทำให้ไหม้แต่ไม่ใช้เลเซอร์หรือมีด และไม่มีเลือดไหลออกมาอวัยวะบางส่วนเช่น อวัยวะเพศ ลูกตาและเต้านมโดยเฉพาะลำไส้มักหายไป แต่ไม่มีร่องรอยการดิ้นรนเพื่อหนีความตายของวัว หรือแม้กระทั่งรอยเท้าในบริเวณที่มันตาย

       มีการศึกษาเพื่อไขปริศนาปรากฏการณ์นี้มีมานานแล้ว ในขณะที่มนุษย์มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ทว่าก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันเกิดจากอะไร


เหตุการณ์ที่ 9 วงกลมประหลาดบนทุ่งหญ้า (Crop Circles)

       ในช่วงปี 1980 เกิดเหตุการณ์ประหลาดคือประจักษ์ต่อชาวโลก ใน 29 ประเทศ ทั่วโลก คือเกิดวงกลมประหลาด หรือสัญลักษณ์ประหลาดที่ทุ่งข้าวสาลี ข้าวบาเล่ห์ ข้าว และอื่นๆ

       โดยจากรายงานการเกิด Crop Circles กว่า 10,000 ครั้ง พบว่าในช่วงปลายปี 1980 นั้น Crop Circles ส่วนใหญ่รูปแบบจะออกมาในลักษณะเส้นตรงซึ่งจะออกมาคล้ายๆกับสัญลักษณ์ แต่ภายหลังจากปี 1990

       รูปแบบของ Crop Circles จะซับซ้อนมาก จนแทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์จะทำได้

       นอกเสียจากจะเป็นมนุษย์ต่างดาว

       แล้วหากเป็นมนุษย์ต่างดาวจริง

       พวกเขาจะทำทำไม

       มันเป็นสัญญาบอกชาวโลกหรือ

       หรือว่าเป็นที่จอดยานบิน

       หรือว่าเป็นการเล่นสนุก??


และเหตุการณ์ที่ 10 เทปวีดีโอผ่าตัดมนุษย์ต่างดาว

 

       ในปี 1992 ผู้สร้างภาพยนต์เรย์ ซานติลี อ้างว่าได้ซื้อฟิล์มภาพยนต์ขนาด 16 มิลลิเมตร มีความยาวกว่า 91 นาที(ไม่เปิดเผยถึงราคาที่ซื้อมา) เป็นฟิล์มภาพยนต์ที่เกี่ยวกับการผ่าตัดซากมนุษย์ต่างดาวหลังเหตุการณ์การตกที่รอสเวลส์โดยซื้อมาจากช่างภาพของกองทัพ(ไม่เปิดเผยชื่อ)ที่ถูกมอบหมายให้ทำการถ่ายภาพยนต์การผ่าศพมนุษย์ต่างดาวที่ Fort Worth, Texas เพื่อทำการถ่ายภาพยนต์

       จนกระทั่งในปี 1995 ภาพยนต์ชุดนี้ได้ถูกนำมาออกแสดง และเครือข่ายทีวีของ FOX นำภาพยนต์ชุด นี้ออกอากาศในรายการ One-hour special

       ผลปรากฏว่ามีคนสนใจดูมากจนต้องมีการนำมาออกอากาศซ้ำอีกถึงสี่ครั้ง

       หลังจากนั้นทำให้มีการถ่ายถอดออกไปใน อังกฤษ , เยอรมัน ,ฮอลแลนด์ ,บราซิล และอิตาลี

 

ที่มา เด็ก-ดีดอทคอม
--------------------

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากเลยค่ะ
คือเอาง่ายๆ ว่าโดยสว่นตัวก็เชื่อว่ามันมีอยู่จริงน่ะนะ 55+Hot! Hot! Hot!

#1 By はやせ--はや  on 2008-09-20 07:47

เรื่องที่สองเด็กเขียว เด็กชายตายก่อนแล้วเด็กอีกคนหายไปไหนอะคะ confused smile

แต่ก็ชอบเรื่องมนุษย์ต่างดาวมากเลย

#2 By chockcolate_am on 2008-09-20 08:24

แต่เราก็เชื่อนะว่ามันมีจริง มันต้องมีดาวซักดวงที่มีสิ่งมีชีวิตบ้างแหละนะ จักรวาลออกกว้างใหญ่ confused smile Hot!

#3 By chockcolate_am on 2008-09-20 08:25

สำหรับผม เรื่องเด็กเขียวนี่น่าสนใจมาก >_<

เท่าที่เคยอ่าน รู้สึกเด็กเขียวที่เป็นผู้หญิงนี่ หลังจากอยู่กับชาวบ้านได้ซักระยะ ตัวของเธอก็กลายเป็นสีเนื้อธรรมดาเหมือนคนทั่วไปเลยครับ แต่ก็อยู่ได้ไม่นานนัก ซักพักก็ตายตามพี่ชายของเธอไปเหมือนกัน

ส่วนวิดีโอในข้อสิบ รู้สึกจะมีการพิสูจน์แล้วว่าเป็นของปลอมอ่ะครับ คนทำก็ออกมายอมรับด้วย ^^"

Hot!

#4 By เต้าหู้ทอด~* on 2008-09-20 08:51

*ได้มีการพบเห็นตั้งแต่อดีตกาล-เนิ่นนานมาแล้ว แต่ปัจจุบันยังสรุปไม่ได้ว่าเจ้าสี่งที่ลอยมาไห้<มนุษย์โลก>ได้เห็นเป็น"ประจักษ์สายตานั้น" มีจุดประสงค์และเป้าหมายอะไร!_^เราเองก็ชื่นชอบเรื่องเหล่านี้มานานมากแล้วเหมือนกัน^ สงสัยว่าจะไม่ได้มีแต่เราเท่านั้นที่อาศัยอยู่บนโลกในบางดวงดาว(ทั้งมหาจักวาล?)"อาจมีอีกเป็นแสนโลกที่มีสี่งมีชีวิตทรงปัญญา^และด้อยกว่าแอบอยู่หลังดาวดวงนั้นก็เป็นได้"

#5 By มั้งกี้ ดี ลูฟี่ (222.123.137.186) on 2008-12-25 22:15

เราเองชอบในทุกๆเรื่องแต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้สักทีแม้เทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวหน้าสักเพียงใดแต่ก็ไม่อาจหาหลักฐานมาสรุปเรื่องนี้ได้

#6 By ต้น (119.31.79.87) on 2009-04-20 03:44

เป็นข้อมูลที่น่าสนใจจริงๆค่ะ

อยากให้เอาเรื่องมนุษย์ต่างดาวมาเยอะกว่านี้คะ

อยากรู้มากกว่านี้

ชอบเรื่องมนุษย์ต่างดาวมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆคะconfused smile open-mounthed smile big smile

#7 By ใหม่ (122.154.18.253) on 2009-05-25 16:58

จริงหรองับ
........................................................................................บอกหน่อยงับ......

#8 By (117.47.230.169) on 2009-06-10 11:06

ถึงเกิดขึ้น จริง nasa ก็ไม่มาป่าวประกาศให้ โง่ หลอก

คิดดู ถ้าออกมาป่าวประกาศ คนทั้งโลก จะเป็นไง ไม่ถึง 2012 ก็ฆ่ากันเองตายไปหมดโลกล่ะมั่ง

ที่แน่ๆ 2012 nasa บอกแบบอ้อมๆ ว่า
จะเกิด 1.Solar Stom บอกว่าโลกจะร้อนขึ้นเพราะดวงอาทิตย์ ๆลๆ (ไปหาอ่านเอาเองนะ)

2. แกนแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ จะกลับขั้ว nasaบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
(ถึงมีก็ไม่บอกเรา ให้ โง่หลอก)
มีรายงานจากที่อื่นๆ ว่ามันกลับทุก 11 ปีอยู่แล้วแต่ปี 2012 นี้มันน่ากลัวกว่าตอนปี ก่อนๆ โดยมีกราฟ เปรียบเทียบด้วย (ไปหาเอาเองว่าเพราะอะไร)

nasa นี่เชื่อ อะไรมากไม่ได้ เพราะ ตั้งแต่เรื่อง ภารกิจพิชิตดวงจันทร์
(ลวงโลก)
และยังเรื่อง ufo ตก แล้วอ้างว่าเป็นบอลลูนพยากรอากาศ ไม่ใช่ ufo
เรื่องดาวอังคาร นี่อีก ปกปิด อะไรก็ไม่รู้นักนา

ล่าสุด nasa เพิ่งส่งยานไปดวงจันทร์ เพื่อหาน้ำบนดวงจันทร์ (ไม่รู้ว่าประกาศตรงกับภารกิจที่แท้จริงหรือเปล่า ผมไม่เชื่อออออออออออออ)

ส่วนดาวนิบิรุ นั้น มีจริง จะชื่ออะไรก็แล้วแต่ แต่คงไม่มาชนโลกหรอก ไม่ต้องกลัว
ผมว่า ตอนนี้ไม่มีใครตอบได้หรอกว่า ดาวดวงนี้มันอยู่ใน ระบบสุริยะ เราหรือเปล่า ต้องกลับไปถามคนโบราณเอาเอง หรือ เอายาน วิ่งด้วยความเร็วแสง ออกไปนอกโลก แล้วมองย้อนกลับมา เมื่อ3657 ปีที่แล้ว ก็จะรู้เอง

หรือ ดาวดวงนี้อาจเป็น แค่ ดาวดวงอื่น เช่น ดาวลูกไก่ ดาวไถ ๆลๆ แค่นั้น
(อ่ะ แต่ทำไมถึงเพิ่งพบล่ะ งั้นแสดงว่า .... ไปคิดเอาเอง)




ที่แน่ๆ กรุงเทพ น้ำท่วมแน่ เพราะโลกร้อนขึ้นทุกวันอยู่แล้วนิ

#9 By 2012 (112.142.6.83) on 2009-07-03 12:30

มนุษย์ต่างดาว

ในจินตนาการของดิฉันนั่นนะ

คิดว่า

คงจะหน้าตาไม่เหมือนคนหรอกมั้ง ไม่งั้นก็ คน จินตนาการว่าจะเหมือนคน

#10 By ปุ๋ย (125.26.203.79) on 2009-07-05 23:16

ถ้าอยากรู้ว่า มนุษย์ต่างดาวมีจริงมั้ย ลองอ่านบทความนี้ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ดูซิครับ จะรู้ว่าทำไมนาซ่าถึงต้องส่งย้านไปดวงจันทร์เพราะมันมีแร่ที่มีค่าชนิดหนึ่ง และมนุษย์ต่างดาวในกาแลกซี่นี้มีสิ่งมีชีวิตอีกทั้ง 3 ดาว โดยมีอยู่ดวงหนึ่งที่เป็นอันพาลชอบฆ่ามนุษย์ยิงเรือยิงเครื่องบิน ลองอ่านดูนะครับสนุกมั๊ก ๆ เลย

http://www.palungjit.com/smati/books/jurai/index.htm

#11 By แจ๊ก (61.19.88.226) on 2009-07-14 15:57

ปาดโท้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆสุดๆยอดดดsad smile

#12 By (117.47.120.49) on 2009-07-20 01:47

อยากเห็นจังเลย ดนcry sad smile confused smile open-mounthed smile big smile

#13 By (203.172.201.131) on 2009-07-23 13:31

ปาล์มมี่จังโรงเรียนบ้านเขาแหลมคับ อยากเห็น ufo จังผมสนใจเรื่องนี้มากคับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
จากทีมงานทลายซิง ปาล์ม ตี๋ แจ็ค embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed

#14 By (203.172.199.250) on 2009-07-23 13:35

ปาล์มมี่จังโรงเรียนบ้านเขาแหลมคับ อยากเห็น ufo จังผมสนใจเรื่องนี้มากคับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
จากทีมงานทลายซิง ปาล์ม ตี๋ แจ็ค embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed

#15 By (203.172.199.250) on 2009-07-23 13:35

กรุส์เหลือเชื่อ (จิงเปล่าวะ)

#16 By 555+ (125.26.91.52) on 2009-07-28 21:29

ชอบ มนุษย์ต่างดาว

#17 By (125.26.94.64) on 2009-07-30 19:21

น่ากลัวจัง

#18 By เดเ (124.120.247.206) on 2009-08-13 15:37

อยากเจอมนุษย์ต่างดาวตัวเป็นๆๆๆๆๆๆครับ ชอบมากเลยเรื่องของ ufo และ มนุษย์ต่างดาว อยากให้มีเรื่องมนุษย์ต่างดาวเยอะเลยครับผม หวังว่าสักวันในชีวิตของผมคงได้เจอกับมนุษย์ต่างดาวตัวเป็นๆสักครั้งและใด้ไปเที่ยวที่โลกมนุษย์ต่างดางด้วยครับ

#19 By วา (203.172.224.118) on 2009-08-25 16:10

เดี๋ยวก็รู้

#20 By see54 (58.9.42.126) on 2009-11-09 17:03

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ก็มาคุยกันถึงเรื่องดาวถุงดำ คำว่าดาวถุงดำ หรือว่าโลกถุงดำ ก็ตามใจชอบ แต่ว่าวันก่อนก็ลืมอธิบายไปว่า เมื่อมาถึงโลกนี้แล้ว พระท่านอธิบาย บอกว่า โลกนี้ เขาเรียกว่า ชินโลก คือ โลกที่มีความชนะ ชนะโลกต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะโลกต่าง ๆ ที่เป็นโลกทีมีความเล็กกว่า ก็ไหลเข้าท้องเจ้านี่เป็นแถว ๆ แล้วเจ้าโลกทั้งหลายเหล่านั้น ก็ไม่สามารถจะท้ายเจ้าโลกใหญ่นี้ได้ มันลอยวนไปเวียนมา เป็นอาหารอยู่ พักหนึ่งใช้เวลาไม่นานนัก ๗ปี ๘ ปี มันก็ไหลออกมา พระท่านอธิบาย บอกว่า ตามที่ฝรั่งเขามีความรู้สึกว่า โลกนี้มันกินโลกกินดาว และแสงสีที่ไหลเข้ามาก็หายไปหมด

ท่านบอกว่าความจริงมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันไม่ได้กิน มันวิ่งเข้ามาในท้องมันเอง แล้วฝรั่งก็ไม่มีเวลาดูว่า โลกที่ไหลเข้าไปมันไหลออกมาเมื่อไหร่ ก็ใช้เวลาแรมปี อย่างเร็วที่สุดมันก็ต้องใช้เวลา ถึง ๓ปี อย่างเร็ว และ อย่างช้าที่สุด มันอาจจะใช้เวลา ถึง ๑๐๐ ปี ถ้ามันติดอยู่วงใน ก็รวมความว่า โลกนี้ไม่ใช่ดุร้าย หรือว่าเจ้าถุงนี้ไม่ใช่ดุร้าย ตามความเข้าใจของฝรั่งนักวิทยาศาสตร์ เป็นโลกที่ใจดีมาก ความจริงต้องคิดว่าใจดี เพราะว่า ถ้าโลกไหนวนไปเวียนมาในอากาศชักเมื่อยเข้า ก็มาพักที่ท้องเจ้านี่ แสงดาว ต่าง ๆ แสงสีต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน

ทีนี้ก็มาคุยกัน ถึงวัตถุที่มีอยู่ในท้องของโลกนี้ เอาอย่างนี้ดีกว่า ผิวของโลกนี้ ที่เป็นท้อง ตั้งแต่ปากเข้าไปถึงท้อง มันมีความแข็งและหนาเป็นสิบ ๆ เกือบจะถึงร้อยโยชน์ แข็งจัด

และก็หนาจัด แกร่งจัด เพราะถูกเผาผลาญจากแสงอาทิตย์ ถ้าพิสูจน์กันจริง ๆ มองไม่เห็นดวงพระอาทิตย์ภายนอกข้างบนไม่มี มีแต่แสงสว่าง แต่ว่าแสงอาทิตย์ขึ้นไปจากข้างล่าง กระทบถึงท้องเจ้านี่ก่อนแล้ว จึงได้ไหลเข้าไปคลุมหลังโลกนี้ ฟังแล้วคิดตามไป แต่ความจริงอย่าลืมว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือนิทาน ที่ว่าจริง ๆ นั่น ก็ขอยืนยันว่าเป็นนิทานจริง ๆ เรื่องทั้งหมดจริงตามเรื่องของนิทาน

ถ้าหากว่าท่านผู้ใด มีความคล่องตัวในหลักสูตรที่ ๒ และที่ ๓ ของหมวดกรรมฐานจะลองใช้พิสูจน์ดูก็ได้ อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ถ้าหากว่าต้องการความจริง หรือไม่จริง แต่ที่พูดให้ฟังนี่ ไม่ได้พูดให้ใครเชื่อ ต้องการมาคุยกันแบบประเภทที่เรียกว่า เอาเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง แทนที่จะคุยธัมมธัมโมเฉย ๆ ถ้าคุยธัมมธัมโมเฉย ๆ อย่างนี้มันง่วง ถ้าไม่ง่วงก็รำคาญ ถ้าคุยเรื่องราวต่าง ๆ อย่างนี้ มันเพลินดี เพลินบ้าง รำคาญบ้าง ตามใจชอบ

ก็รวมความว่า มาคุยกันต่อไป ทีนี้พระท่านก็ชวนชม บอกเราไปชมดวงดาวต่าง ๆ ข้างในดีไหม ความจริงเวลานี้อยู่ช่วงช่องปาก มองดูรอบ ๆ เจ้าดวงดาวต่าง ๆ คือโลกต่าง ๆ ขอให้ศัพท์ว่าโลก หรือดวงดาวตามเขาก็ได้ ตามใจชอบ เจ้าโลกต่างๆ หรือดวงดาวต่างๆ ที่มันลอยอยู่ข้างใน มันลอยอยู่ห่างกัน ไม่มีการกระทบกัน ทีนี้นอกจากดวงดาวหรือโลก มันก็มีสิ่งหนึ่งเล็ก ๆ มองดูแล้วมันเป็นเครื่องบิน มันเป็นเครื่องบินของคนกลุ่มหนึ่ง บินไปมากคนบ้าง น้อยคนบ้าง ส่วนใหญ่ไปมาก และตัวเครื่องบินจริงๆ ด้านข้างเป็นกระจกทั้งหมด เห็นคนชัด เจ้าเครื่องบินประเภทนี้มักจะมีกล้องส่องสังเกตแล้วเป็นกล้องถ่ายรูป อาจจะเป็นกล้องโทรทัศน์ก็ได้ อะไรก็ตามใจ ไม่ได้ถามเขา เขาอยู่ในประทุน ไม่มีโอกาสได้พูดกัน เขาก็ส่องดูด้วยความพอใจ วิ่งไปใกล้ดวงดาวดวงโน้นบ้าง ใกล้ดวงดาวดวงนี้บ้าง แต่ รู้สึกว่า ไปไม่ไกลนักก็กลับ ถ้าจะถามว่าการใช้น้ำมันเชื่อเพลิง ประเดี๋ยวก็คุยกันได้ ที่โน่นนะ ไปบนผิวโลกเสียก่อน ค่อยคุยกัน ตอนนี้มาคุยกันถึงการเข้าชมดวงดาว

ดาวบางดวงก็มีสภาพขรุขระ มีสภาพแกร่ง มีผิวขรุขระคล้ายหิน แล้วก็มีรังสี มันมีออกามาร้อน ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ เป็นของที่ไม่น่าดู แต่บางดวงก็ต้องคิด บางดวงมีแสงสว่างในตัวจ้าดาวที่มีแสงสว่างนี่สิ มันช่วยบันดาลให้ช่องท้องของเข้าโลกดำนี่ หรือเจ้าถุงดำ มันเกิดแสงสว่างขึ้น แสงสว่างจากดวงดาวก็มีอยู่หลายจุด ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง มันมีแสงสว่างในตัวของมันเอง เป็นเหตุให้เจ้าท้องของโลกดำนี่สว่าง บางทีก็สว่างมาก บางทีก็สลัว ๆ ตามแสงที่ส่งมา ทีนี้ขณะที่แสงของดวงดาวมันส่อง สาดเข้าไปติดผิวของโลกดำ โลกถุงสีดำ หรือดาวถุงดำ ดาวถุงดำนี้ ในท้องของมันบางจุด ก็เป็นแสงแพรวพราว ทำให้เป็นแสงสะท้อนกลับมา เกิดแสงสว่าง แต่ก็แปลกกว่า ดาวที่อยู่ไกล ๆ เห็นแสงสว่างจ้าเหมือนกับดวงโคมไฟฟ้า แต่เข้าไปใกล้ดวงดาวนั้นจริง ๆ มันก็เป็นหิน เป็นดินธรรมดา ก็ไม่เห็นมีแสงสว่าง แต่ถอยออกมาไกลพอสมควร เห็นแสงสว่างของมัน อันนี้แปลก มันไม่ใช่ดวงอาทิตย์ แสงสว่าง จริง ๆ น่ากลัว จะอยู่ข้างนอกดวงดาว อาศัยการเสียดสีจากอากาศให้เป็นแสงสว่าง หรืออย่างไรก็ไม่ทราบอันนี้ไม่เถียงวิทยาศาสตร์ ให้นักวิทยาศาสตร์เขาพิสูจน์เอง





ทีนี้ดวงดาวบางดวงก็มีทรัพย์สินมาก เมื่อลอยเข้าไปแล้ว พระท่านก็บอก ลงดวงดาวดวงนี้ เราเดินเที่ยวกัน ก็เป็นอันว่า ดาวทุกดวงที่เข้าไปนั้น ไม่มีสิ่งที่มีชีวิต พระท่านก็บอกว่า ถ้าจะมีสิ่งมีชีวิตติดเข้ามา สิ่งที่มีชีวิตมันก็ไม่ตาย ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า อากาศมันพอจะสู้กันได้ ความเป็นอยู่พอสู้กันได้ แต่เท่าที่ลงไปเป็นดวงดาวแกร่ง เดินไปสัมผัสกับหินบ้าง สัมผัสกับ

ดินบ้าง สัมผัสกับทรายบ้าง เมื่อถึงจุดหนึ่ง ท่านบอกว่า เอามือล้วงลงไปซิ พอล้วงลงไปใต้ทราย

งัดขึ้นมามันเป็นแก้วติดมือมาท่านก็บอกว่าที่ใส ๆ นั่นคือ เพชร แล้วก็บางจุดก็ต้องทุบ บางจุดไม่ต้องทุบ บางจุดถ้าทุบแล้ว มันเห็นเป็นเพชร แต่ก็เป็นเพชรประเภทที่เขาต้องสกัด หรือเจียระไน แต่บางจุดมันก็เป็นเพชรใส ๆ เป็นเม็ดใหญ่ ๆ แพรวพราวเป็นระยับ



ก็ถามท่านว่า อันนี้เป็นสมบัติส่วนตัวของคน เขวฝังไว้หรือไร ท่านบอกว่าไม่ใช่ หินที่คุณเห็นเมื่อกี้นี้น่ะ ความจริงมันไม่ใช่เพชรทั้งก้อน มันเป็นหินประกอบไปด้วยรังสี ใช้งานได้ ใช้งานทั้งในด้านสันติ และการรบ ราฆ่าฟัน แต่ว่าร่างกายของเรานี้ ที่เรามากันนี่ มันเป็นร่างกายประเภทที่รังสีทำอันตรายไม่ได้ และขณะที่มันมีเปลือกหุ้มอยู่ ท่านก็ชี้ให้ดูว่า ก่อนนี้นะ มันทีสี

เคลือบอยู่ข้างนอก สีมัวมาก ไอ้ตัวเคลือบนี่ มันหุ้มรังสีอยู่ ถ้าจะใช้งานให้เป็นประโยชน์ เป็นพลังงานต้องทำลายตัวเคลือบนี้ให้หมดไป แล้วก็จัดสิ่งหนึ่งเข้ามาเคลือบแทน รังสีจะไม่กระจายออก จะออกไปตามที่เราจะใช้ ก็ถามท่านบอกว่า ในเมื่อมันมีรังสีแบบนั้น แล้วที่ท่านบอกว่า เพราะอาศัยหินประเภทนั้น แล้วที่นำมาเจียระไนเป็นเพชร มันใน ๆชอบกล ทำไมถึงจะเกี่ยวของกับเพชรชุดนี้ ท่านก็บอก อันนี้มันไม่ยาก ในเมืองไทยที่เธออยู่ มันก็มีอยู่แล้ว อย่างที่ภูเก็ต หินประเภทนี้ใช้อาศัยแรงงานได้ดี แต่ในเมื่อสภาพมันตายแล้ว มันจะกลายเป็นเพชร หลังจากที่เธอเขียน หนังสือพระเมตตา เสร็จ ไม่เกิน 2 เดือน ที่ตรงนั้นเขามีคนได้เพชร คนหน้าตะแกรงของแร่ดีบุก เขาเรียกกันว่า เพชรซีก แต่มีน้ำสวยมาก พวกเขานำมาขายที่ร้านค้า ที่นั่นมีได้ฉันใด เพชรพวกนี้ก็เช่นเดียวกัน

ถ้าแร่ประเภทนี้มันกลายสภาพหมดฤทธิ์ ตาย มันก็จะกลายเป็นเพชร ตามที่เธอหยิบขึ้นมาเมื่อกี้นี้ พอฟังท่านอธิบายแล้ว ก็ดูเพชรพวกนั้น มันสวยจริง ๆ ถ้าเราเอามาแล้ว ก็มีอย่างเดียว คือ ทำให้เป็นเป็นหัวขึ้นมา จะทำหัวประเภทไหน ๆ ได้หมด แพรวพราวเป็นระยับ

ยกขี้นมาส่องนี่ มันติดอกติดใจ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย มาพบไม้งามเมื่อขวานบิ่น เพราะอะไร เพราะเวลานี้ตัวอยาก มันก็อยาก แต่ไม่ใช่อยากได้เพชร มันอยากจะมีความสุข ชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องมีอะไรเข้ามาช่วย ไม่ต้องมีข้าวมาช่วย ไม่ต้องมีกับข้าวมาช่วย ไม่ต้องมีขนมมาช่วย ไม่ต้องมีเพชรนิลจินดาทองหยองมาช่วย ถ้ามันจะอยู่เฉย ๆ อย่างมีความสุข อันนี้ชอบอยากตัวนี้มันอยากกันคนละตัว เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อสมัยที่ยังหนุ่ม ๆ มีแรง ถ้าพบอย่างนี้แล้ว ได้เพชรก็เพชรเถิด ทองก็ทองเถิด ขนกันแน่

แล้วต่อมา ท่านก็พาเดินต่อไป แล้วชี้ให้ดูว่า จุดทั้งหลายนี้ มีทรัพย์สิน มีแร่ที่มีคุณค่ามาก ก็กราบเรียนถามท่านว่า อย่างนี้โลกมนุษย์มีไหม ท่านบอกว่า มีหลายจุด มีเหมือนกันแต่ว่าที่นี่เขามีอายุยืนยาวกว่า เขาแกร่งกว่า ใช้ได้ประโยชน์ดีกว่า ก็ถามท่านบอกว่า แร่อีกประเภทหนึ่ง คือ แร่ทองคำ มีไหม ท่านบอกว่า มี แต่ว่าโลกที่เรายืนอยู่นี้มีเป็นจุด มีเป็นจุด ๆ มีเป็นหย่อม ๆ ไปดูโบกที่เป็นทองคำล้วนดีไหม แหม..น้ำลายหก ไม่ใช่ไหลหกจ๊อก ป๊อกลงไปเลย พอท่านบอกแบบนั้น ยอมรับ ทุกท่านยอมรับ ก็ออกจากโลกนั้นไปโลกเล็กๆ ที่อยู่ในท้องโลกดำ

ออกจากโลกนั้นไป ไปด้านหน้านิดหนึ่ง ไม่ไกลนัก ข้ามโลกต่าง ๆ ที่ขวางหน้าไปประมาณสัก 3 โลก โลกนี้มีสภาพปุ่มลงไป มันมีแสงขึ้น แสงเรืองเหลืองอร่ามเป็นประกาย เพราะกระทบกับแสงสว่างของดวงดาวที่ไม่ไกลนัก ข้าไปไกล้ ๆ พอลงไปแล้ว ทองที่มองเห็นมันเป็นเม็ดทราย มันไม่ได้เป็นแท่ง หยิบขึ้นมาได้ทันที เหมือนกับกองทรายที่เรามีอยู่ ก็ถามท่านว่า โลกนี้มันเป็นทรายทั้งโลกเลยใช่ไหม ท่านบอกว่า ไม่ใช่ มันเป็นเฉพาะผิว จากผิวนี่ลึกลงไป ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นทรายทองทั้งหมด ถามท่านว่าบริเวณ ท่านบอกว่า บริเวณรัศมีของมันที่อยู่ของมันจริง ๆ เฉพาะจุดนี้ ประมาณ 10 กิโลเมตร ระยะยาว ระยะกว้าง กว้างประมาณ 1 กิโลครึ่ง แล้วถามท่านว่า ที่อื่น ท่านก็บอกว่า ที่อื่นก็มีเป็นจุด ๆ อย่างนี้แหละ ก็เดินกันเรื่อย ๆ ไป ดูไปรอบ ๆ

เป็นอันว่า โลกนี้มีทองคำมาก เป็นโลกกิเลส เวลานี้ตำหนิว่าทองคำเป็นกิเลสหรือเวลาที่อยู่ที่ดวงดาวนี้ก็ตำหนิว่า ทองคำเป็นกิเลสเพราะอะไร เพราะว่า แบกหาม หยิบเอามาไม่ได้จะใช้คำศัพท์แบบชักผ้าบังสุกุล อิมํ วตถํ อสุสามิกํ อุปเปมิ แปลว่า ผ้านี้ไม่มีเจ้าของ เราจะถือเอาหรือว่า อิมํ สุวณณํ อสุสามิกํ อุปุเปมิ เขาแปลว่า ทองคำนี้ไม่มีเจ้าของ เราจะถือเอา จะถือว่าของนี้ไม่มีเจ้าของหรือทองไม่มีเจ้าของ แล้วถือเอา มันก็ไม่แน่ เขาอาจจะมีเจ้าของก็ได้ ถ้าไม่มีเจ้าของจริง ๆ เราก็เอามาไม่ได้ มือที่จะหยิบของที่เป็นวัตถุ มันก็ไม่ได้เอาไปเป็นที่น่าเสียดาย ที่ปล่อยให้หมอท่านรักษาแต่แค่ฟัน เราดันลืมมือไปเสียนี่ ทีหลังถ้าจะไปใหม่ต้องเอามือไปด้วย บอก หมอมีหน้าที่รักษาฟันก็รักษาไปเถิด ฉันจะเอามือไปด้วย ช่วยหยิบทองคำ และเพชรมาให้หมอ หมอจะเอาหรือไม่ก็ไม่ทราบ ถ้าหมอไม่เอาก็ไม่เป็นไร

ก็เอามาแจกเด็ก ๆ เด็ก ๆ ที่เลี้ยงไว้เวลานี้เกือบ 300 คน เลี้ยงด้วย ให้เสื้อผ้าผ่อนท่อนสไบเสร็จ เหมือนกับพ่อแม่เลี้ยงให้อาหารการบริโภค ให้วิชาความรู้ถึง ม.6 แล้วภาระต่าง ๆ ก็มีเยอะ วัด ก็มีพระ ก็มีคน การก่อสร้างก็มี ฉะนั้นถ้าบังเอิญเอามือไปได้ทองคำมา ได้เพชรมา ก็ขายสร้างวัด แต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายว่า ร่างการมันก็มาก อายุมากสำหรับคนโลกชมพู มันคงจะแบกมาได้ไม่มาก ฉะนั้นใครที่เป็นหนุ่มเป็นสาว มีกำลังมาก ๆ เพราะร่างกายดี ช่วยไปโลกนี้ทีเถิด ไปขนทองมา แล้วขอแบ่งส่วนแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ก็พอ ตามน้ำหนัก เอ้า....กิเลสท่วมหัวคนเดียวไม่พอยุชาวบ้านเขามีกิเลสอีก นี่คำว่า คน มีนแปลว่ายุ่ง ไม่ดีแบบนี้

หลังจากนั้นไป ท่านก็พาไปชมสถานที่ต่าง ๆ ไปถึงก้นของโลก มันไกลจริง ๆ ถ้าใช้กำลังตาหลบมานิดว่า เวลานี้ใช้กำลังตาเท่าเนื้อ ไม่มีความหมายเลย มันมืดตื้อ หมายความว่า มองไปแล้วสุดสายตา มันยังไม่หมดสถานที่ สถานที่มันกว้างจริง ๆ การเข้าไปอยู่ที่นั่น ก็มีสภายเหมือนเข้าไปอยู่ท้องฟ้า มองดูจากปากไปหาก้นมัน ด้านบนก็เหมือนฟ้าเราดีดี ไกลมาก มองไปข้างหน้าเจอะเป็นฝ้า มองตัดหน้าไปถึงฝ้า ก็มีฝ้าต่อขึ้นไป แล้วขึ้นไปที่เห็นเป็นท้องฟ้า พอเห็นแล้วสูง แต่ขึ้นไปแล้วมันก็ไม่สูง เลยเมฆไปก็มีฟ้า สูงไปเท่าไรอีก เลยฟ้าขึ้นไปอีก มันก็มีฟ้า ซ้อนฟ้า หรือฟ้าเหนือฟ้า อันนี้มีสภาพฉันใด แม้ในโลกนี้ มันก็เช่นเดียวกัน

เมื่อวนไปเวียนมา ๆ อยู่พักหนึ่ง ก็ถามพระท่านบอกว่า ยานพาหนะที่มีลักษณะกลม ๆ แล้วบินร่อนไป ร่อนมานี่เขาเรียก จานบิน ใช่ไหม พระท่านก็บกว่า จานข้าวเอามาบินไม่ได้ มันต้องร่อน แต่นี่ลักษณะมันคล้ายกับยาน เป็นยานพาหนะของคน มองไปทางด้านซ้ายมือ เห็นเหมือนกับเรือยนต์วิ่งมา ลักษณะมันก็เหมือนๆ คล้าย ๆ กับเรือบินของเรา แต่รูปร่างหน้าตามันโตกว่า มันใหญ่กว่าเยอะ เทอะทะ แล้วก็มีปีก ท่านบอกว่า นี่เครื่องบินของเขา บรรทุกคนมามาก ก็ถามพระท่านบอกว่า คนพวกนี้มาจากโลกไหน ท่านบอกว่า ที่เป็นเรือยนต์ เป็นเครื่องบินเป็นคนของโลกนี้เอง บนผิวโลกโน้นเขามากันแล้วเครื่องยนต์ของเขา เขาไม่ได้ใช้น้ำมัน เขาใช้แร่ ใช้รังสีของแร่ขับเคลื่อน เหมือนกับนิวเคลียร์กระมัง แบบนั้น ถ้าใช้เป็นน้ำมันก็บรรทุกไม่ไหว ต้องใช้น้ำมันกันมาก ก็ชมกันไปชมกันมาอยู่พักหนึ่ง เห็นว่า ทั่ว ไปรอบทั่วแน่ๆ ดูไปดูมาก็นึกสงสารดาวพวกนั้นว่า ดาวพวกนี้มีนจะกินข้าวที่ไหน แต่นึกในใจว่า ดาวมันเป็นวัตถุ มันลอยเข้ามาไม่ใช่กลืน ไม่ใช่ดูด เขาลือกันว่า มันกำลังดูดที่ดูดแม้แต่ดวงดาวเข้าไปน่ะ ไม่ใช่มันเหมือนกับผักที่ลอยผ่านหน้าถ้ำจระเข้ฉันใด ดาวพวกนี้ก็เหมือนกัน อากาศที่มันเคลื่อนที่เข้ามา มันก็ดันดาวพวกนี้เข้ามาใกล้ เมื่ออากาศไหลไปทางไหน ดาวก็ไหลไปตามไป มันไม่มีเครื่องขับเคลื่อนไม่สามารถจะฝืนได้ แต่บางดวงก็ใหญ่ บางดวงก็ไม่ใหญ่นัก แต่ดวงดาวแต่ละดวงที่เราเรียกว่า โลกก็ไม่เล็กว่าโลกมนุษย์ที่เราอยู่กัน เปรียบเทียบกันแล้ว แต่ละดวงนั้นไม่เล็กกว่า มีแต่โตกว่าบ้าง มีเสมอกันบ้าง เสมอกันนั้นก็น้อย แต่โตกว่านั้นมีมาก

เมื่อชมกันพอสมควร พระท่านก็ชวนบอกว่า ขึ้นไปผิวโลกดีไหม ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ดี ตอนนี้อออกมาทางปาก มันก็ไม่ยาว ก้าวเพียงก้าวเดียวก็มาถึง อย่าลืมนะว่าเรื่องนี้เป็นนิทาน คนฟังทุกคนอย่าลืม สติสัมปชัญญะอย่าลืมว่า เรื่องนี้เป็นนิทาน นิทาน นี่คุยแบบไหนก็ได้ แบบยาขอบเขียนเรื่องผู้ชนะสิบทิศ เขาบอกว่า เรื่องราว จริง ๆ ท้องเรื่องจริง ๆ ประมาณ 2-3 บรรทัด หรือกี่บรรทัดก็ไม่ทราบ ไม่กี่บรรทัดหรอกน้อย แต่ยาขอบแต่งไม่รู้กี่พันหน้า ก็เป็นเรื่องนิทานเหมือนกัน เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เรื่องจริง ๆมีแค่ดวงดาวดวงดำ ๆ เรื่องนิดเดียว มีดวงดาวถุงดำนี่แหละ ก็ลือกันไปลือกันมาว่า ฝรั่งส่องกล้องเห็นดาวดูดอะไรต่าง ๆ ดูดแสงเข้าไปแล้วก็ไม่สามารถจะไหนออกมาได้ มันหายเข้าไปหมด ดูสภาพแล้วมันดุดัน น่ากลัวเหลือเกิน

แต่ความจริง โลกนี้ก็มีสภาพเหมือนกับพระพุทธรูป พระพุทธรูปท่านั่งเฉย ๆ และก็ยิ้มตลอดเวลา แต่บางคนไปบนบานศาลกล่าว เมื่อบุญบารมีของตัวเองมี กำลังความดีของพระช่วยได้ ก็ช่วย ถ้าบุญบารมีของตัวไม่ดี มีแต่ความชั่ว พระก็ช่วยไม่ได้ คนชั่ว ทีนี้บนให้ถูกหวย หวยไม่ถูก บางคนถูกหวยไปแก้บนพระ พระพุทธนะ ถ้าพระสงฆ์นี่ไม่แน่ พระบอกหวยไม่ได้รวยทุกองค์หรอก จน พวกถูกหวยนี่ไม่เคยแบ่งให้ ถ้าไม่ถูก ด่า ไม่ถูกเมื่อไร ด่าเมื่อนั้น ถ้าถูกเมื่อไร เงียบ มีขันติ อดทนมาก มีอุเบกขาวางเฉย ไม่แบ่งไม่ปันให้ พระที่ให้หวยทุกองค์นะ ซวย ก็แบบเดียวกับที่เจ้าโลกดำนี้ เมื่อเข้าไปแล้ว ให้เขามีความสุข พัก ให้มีการไหลอยู่เฉพาะในขอบเขต ไม่ต้องไหลไปกว้างนัก แต่ว่าดวงดาวต่าง ๆ มันจะขอบใจบ้างหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ แต่ความจริง มันเฉย แต่ดวงดาวก็คงไม่บ่น ที่เข้าไปแล้วออกมา หรือเข้าไปยังไม่ออกมันก็ไม่บ่นแต่คนที่ไม่เกี่ยวข้อง มันบ่น มันหาว่า ดวงดาวนี้ดุร้าย ดูดไม่ว่าอะไร ดูดแล้วเข้าเก็บหมด แต่ความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างไหลออกมาตามสภาพเดิม ดวงที่ออกไวที่สุด เข้าไปได้แค่ปาก ไม่ลึกนัก กระทบนั่น กระทบนี้ เข้ากลาไม่ได้ เข้าลึกไม่ได้ อย่างเร็ว 3 ปี ออก แต่ดวงที่เข้าไปลึกจริง ๆ 100 ปี ยังไม่ออก รอมันออก นั่งจ้องอย่างนั้น อย่างเลิก จะเห็นว่า ดาวมันไหลออกมาได้

ก็รวมความว่า คุยมากเกินไป เขาขยับขยายมาทางปากทางออกบากช่องล่องมาข้างนอก ลอยมานิดหนึ่ง แป๊บเดียวถึง ไปทางด้านใต้ของโลกนี้ ขึ้นไป ๆ เห็นสีดำ ๆ ๆ เข้ม ๆ แล้วก็แข็ง เครียด ยังไม่มีต้นหญ้า ต่อไปไม่ช้าไม่นานนัก ประเดี๋ยวก็เจอะต้นหญ้าหรอมแหรม ๆ แสดงว่า ความชุ่มชื่นเริ่มจะมี ต่อไปก็เจอะป่า ป่าเขียวชอุ่มไม่เหมือนป่าประเทศไทย ประเทศไทยป่าไม้แห้ง แต่ป่าทรายชอุ่ม เขียว หรือไม่เขียวก็ไม่ทราบ ถ้าป่าไม่เขียว คนที่อยู่กลางป่าก็หน้าเขียว เพราะมันอด ป่าเขียวชอุ่ม มีความชุ่มชื่น ต้องลอยข้ามป่าระยะไกลมาก

ต่อมาก็มองเห็นมหาสมุทร เป็นน้ำเขียวอ่อน ๆ มองแล้วชื่นตาชื่นใจ ไม่เขียวเข้มเหมือนทะเลของเรา เป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลมาก ขึ้นไปทางทิศใต้นะ แล้วมองไปรอบๆ ไกลออกไปจากฝั่งมหาสมุทรพอสมควร มีเมืองอยู่หลายเมืองตั้งเป็นระยะ ๆ มันก็ไกลกันนะ ระยะแต่ละเมืองไกลกันไม่น้อยกว่าร้อยโยชน์ แล้วก็มีเส้นทางถี่ยิบ มีถนนถี่ยิบ มียานพาหนะพอสมควร แต่เรื่องรถนี่แพ้ประเทศไทย รถยนต์เขามีน้อย นาน ๆ ถึงจะผ่านมาสักคัน ทุก ๆ สาย มองไปกลางเมืองเช่นเดียวกัน มองไปแล้วก็ เอ๊ะ...รถมันไม่มาก นาน ๆ จะมีสักคัน อย่างเร็วที่สุดก็ประมาณ สัก 10 นาที ผ่านมาคันหนึ่ง 20 นาทีผ่านมาคันหนึ่ง คนเดินกันเกลื่อนกลาดหมายความว่า คนเดินแต่ไม่เบียดเสียดเหมือนกรุงเทพ ฯ แม้จะเป็นเมืองหลวง ก็ลอยไปลอยมาต่ำ ๆ มันเห็นได้ชัด พระท่านบอกว่า อย่าเพิ่งเดิน ลอยไปลอยมาก่อน ดูมันเสียก่อน ดูด้ายผิวก็ลอยไปอยู่ไกลๆ มันเห็นชัดดี เหมือนกับนั่งเครื่องบินลอยไปลอยมา ลอยมาลอยไป เห็นบ้านเมืองเขามีความสวยงดงาม เขียวชอุ่มเหมือนกับต้นไม้ แต่มีตึกรามสวยงามมาก มีทางก็กว้างขวาง บ้านเมืองก็มีแต่ความสะอาด ชื่นใจ ทีนี้กิเลสมันยังมีในใจ ความอยากปรากฏ

ก็กราบเรียนพระทานบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ขอลงไกล้ ๆ ที่ผั่งมหาสมุทรได้ไหม ท่านบอกว่า ได้ ท่านถามว่า เธอจะลงตรงไหน ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ถ้าหากว่าท่านเห็นสมควรตรงไป ก็ลงตรงนั้น ท่านบอกว่าไปตอนโน้นสิ หันหลังนิดหนึ่ง ไปจากนี้ประมาณ 10 โยชน์ จะเข้าเขตเมืองท่า 3 เมืองติดต่อกัน เป็นเมืองท่าของเมืองใหญ่ที่ขนของลงเรือทะเล เป็นอันว่า เมื่อท่านสั่งดังนั้นก็เห็นชอบด้วย เคลื่อนไปตามท่าน

เอาล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ผู้รับฟังและผู้อ่าน พอขยับกายจะไปเมืองท่า ก็พอดีหมดเวลา ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคงสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่าน ทุกท่าน สวัสดี

#21 By see (58.9.42.126) on 2009-11-09 17:15

เด็กผู้หญิงอีกคน

อยู่ได้ซักพักคะ

แล้ว ก็ ตัวค่อยๆเปลี่ยนสีแร้วก็ตายคะ

เปลี่ยนสีเป็นเหมือนพวกเราหน่ะค่ะ

#22 By เจเล่ (118.172.63.9) on 2009-12-01 19:16