Body of Lies : ภารกิจลวงโลกข้ามชาติ
posted on 18 Nov 2008 05:49 by r-10
“การโป้ปดปดมดเท็จ”
เป็นหนึ่งในข้อห้ามของศีล 5 ทางพุทธศาสนา แต่มีน้อยคนนักที่สามารถละเว้นการกระทำเช่นนี้ได้
โดยเฉพาะอาชีพหนึ่ง ที่บุคคลในสาขาอาชีพนั้นแทบทุกคนล้วนแล้วแต่ “โกหก” อยู่เนืองๆ ด้วยถ้อยคำหวานหู วาดวิมานในอากาศอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งผมคิดว่าผู้อ่านหลายท่านน่าจะทราบกันดีว่าคืออาชีพใดอยู่ภายในใจของแต่ละคนอยู่แล้ว
ภาพยนตร์เรื่อง Body of Lies แผนบงการยอดจารชนสะท้านโลก เป็นเรื่องล่าสุดที่มีประเด็นนี้เป็นจุดขาย เป็นผลงานกำกับของริดลีย์ สก็อตต์ จากเรื่อง Black Hawk Down, Gladiator และThelma & Louise
Body of Lies กล่าวถึงเรื่องราวของโรเจอร์ เฟอร์ริส (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) นักจารชนมือทองแห่งซีไอเอ ซึ่งเขาไปปฎิบัติภารกิจในตะวันออกกลางเพื่อตามล่าตัวอัล - ซาลีม (โอมาร์ เบอร์ดูนี) หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายตัวฉกาจ ผู้ก่อวินาศกรรมสั่นสะเทือนทั้งในยุโรปและอเมริกา
แต่ทว่า....... การทำงานของเฟอร์ริสที่อยู่ภายใต้การกำกับของเอ็ดเวิร์ด ฮอฟฟ์แมน (รัสเซล โครว์) ซีไอเอมือเก๋า กลับสร้างปัญหาต่อการทำงานของเฟอร์ริส ซึ่งมักจะเข้ามาล้วงลูกอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการประสานงานกับฮานี (มาร์ก สตรอง) หัวหน้าหน่วยข่าวกรองจอร์แดน และเป็นอุปสรรคต่อการตามล่าอัล - ซาลีมมิใช่น้อย
Body of Lies เน้นการประชันบทบาทระหว่างลีโอนาร์โด ดิคาปริโอกับรัสเซล โครว์ โดยมีเนื้อหาเน้นหนักที่เสียดสีกระบวนการทำงานของหน่วยข่าวกรอง ซึ่งผู้บังคับบัญชามักจะก้าวก่ายทำงานซ้ำซ้อนกับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ซึ่งกำลังปฎิบัติภารกิจ ถึงแม้พวกเขาจะมีการประสานงานกันตลอดเวลา แต่ความไว้เนื้อเชื่อใจของเจ้าหน้าที่ต่อผู้บังคับบัญชาก็ไม่มี เพราะพวกเขามักจะล้วงลูก หรือทำงานเกินอำนาจหน้าที่อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังชอบแสดงว่าตนเองทราบสถานการณ์มากกว่าตัวเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ทั้งๆที่สั่งการอยู่ในห้องแอร์ หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวของตนเอง
อีกประเด็นหนึ่ง เป็นเรื่องเสียดสีทัศนคติการทำงานของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ที่แบ่งแยกพวกอาหรับ คือ พวกดีและพวกเลว ซึ่งชาวอาหรับที่ดี (ในสายตาอเมริกัน) เป็นคนที่ให้ความร่วมมือและเชื่อฟังพวกตน ขณะที่อีกฝ่ายเป็นผู้ต่อต้าน ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการกำจัดอีกฝ่ายให้สิ้นซาก
แม้กระทั่ง การนำข้อมูลข่าวสารและการโกหกหลอกลวงเป็นอาวุธ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามทั้งสองสิ่งนี้กุมความได้เปรียบเหนือคู่ต่อกร ซึ่ง Body of Lies ถือเป็นการตีแผ่เกมการเมืองระหว่างประเทศและการต่อสู้ในโลกข้อมูลข่าวสารได้อย่างถึงแก่นยิ่งนัก
อีกวิธีหนึ่งที่หน่วยจารชน (ตามท้องเรื่อง) สามารถถือไพ่เหนือฝ่ายตรงข้าม ด้วยการ “สร้างสถานการณ์ลวงโลก” ขึ้นมาซะเอง ซึ่งในฉากเฟอร์ริสดำเนินยุทธศาสตร์ ด้วยการวางระเบิดค่ายทหารแห่งหนึ่งจนย่อยยับ โดยมีโอมาร์ ซาดิกี (อาลี สุไลมาน) สถาปนิกผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถูกวางเป็นหัวหน้าก่อการวินาศกรรมหนนี้ เพื่อเป็นเหยื่อล่อให้ศัตรูออกมาจากมุมมืด
ถือว่าเป็นวิธีการที่ไม่คำนึงถึงผลลัพธ์กับประชาชนบริสุทธิ์คนหนึ่งที่เป็นเบี้ยบนกระดานของพวกเขา ซึ่งว่าไปแล้วกลุ่มคนพวกนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกับพวกผู้ก่อการร้ายเท่าใดนัก
ด้วยเหตุฉะนี้...... สงครามการก่อการร้ายจึงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเสียที
ในส่วนของตัวละครหลัก ทั้งดิคาปริโอและโครว์ต่างก็ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี โดยดิคาปริโอสามารถรับบทสายลับจอมลุยได้อย่างสมจริง ทั้งลักษณะ ท่าทาง ผมเผ้า หนวดเครา ดูแล้วใช่ไปหมด ส่วนรัสเซล โครว์ ก็ดูอ้วนขึ้นอย่างผิดหูผิดตา รวมถึงท่าทางเหลาะแหละ ไม่เอาจริงเอาจัง และไม่ใส่ใจต่อความตายของผู้ร่วมงาน
แต่ Body of Lies ก็มีข้อบกพร่องอยู่หลายจุดเช่นกัน เช่น การปูพื้นตัวละครก็ยังไม่ชัดเจนนัก โดยเฉพาะพระเอก มีความเป็นมายังไง ถึงตอนจบผมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไป บางครั้งการเล่าเรื่องของหนังก็รวดเร็วจนผู้ชมตามแทบไม่ทัน โดยเฉพาะช่วงแรกๆ เมื่อถึงกลางเรื่องหนังจะเริ่มอืด เพราะหนังเรื่องนี้ค่อนข้างยาวเป็นพิเศษ จนทำให้ผู้ชมอาจจะรู้สึกเบื่อ การสร้างอารมณ์ร่วมกับตัวละครไม่แนบเนียนเท่าใหร่ ขณะที่ฉากแอ็คชั่น หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เน้นรายละเอียดในส่วนนี้มากนัก ผิดความคาดหมายจากที่เคยชมตัวอย่างมาก่อน
โดยภาพรวม Body of Lies ถือว่าทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในส่วนของประเด็นที่ริดลีย์ สก็อตต์ต้องการนำเสนอ รวมถึงประเด็นแฝงในตอนท้ายเรื่อง คือ.........
การปลดปล่อยตนเองเป็นอิสระจากปัญหาขัดแย้ง ย่อมเหนือกว่าเสรีภาพอื่นใดที่มนุษย์ทุกคนพึงมี
ดินสอ 2B
---------